หลายคนเคยได้ยินคำว่า ไหมโมโน ไหมเกลียว และไหมก้างปลา แต่ยังไม่แน่ใจว่าแต่ละแบบต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหน จริง ๆ แล้วคำเหล่านี้เป็นการเรียกตาม ลักษณะของเส้นไหมและหน้าที่ที่นำมาใช้ มากกว่าจะเป็นการแบ่งว่าแบบไหนดีกว่ากัน เพราะไหมแต่ละชนิดถูกออกแบบมาเพื่อทำงานต่างกัน
บางชนิดเน้นเรื่องคุณภาพผิวและการกระตุ้นคอลลาเจน ขณะที่บางชนิดมี Cog หรือเงี่ยงสำหรับยึดและพยุงเนื้อเยื่อ จึงเหมาะกับการยกมากกว่า
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เลือกจากชื่อไหมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูก่อนว่า ปัญหาหลักของใบหน้าคืออะไร ต้องการยกเนื้อเยื่อหรือเน้นคุณภาพผิว และควรวางไหมในตำแหน่งและชั้นใด
- ไหมโมโน (Mono Thread): เส้นเรียบ ไม่มีเงี่ยง มักใช้เพื่อกระตุ้นการตอบสนองของเนื้อเยื่อและดูแลคุณภาพผิว
- ไหมเกลียว (Screw / Twist Thread): เส้นไหมถูกพันเป็นเกลียว ทำให้มีปริมาตรของเส้นมากขึ้น มักใช้ในบริเวณที่ต้องการกระตุ้นเนื้อเยื่อเฉพาะจุด
- ไหมก้างปลา (Cog / Barbed Thread): มีเงี่ยงหรือ Cog สำหรับยึดกับเนื้อเยื่อ จึงเป็นกลุ่มหลักที่ใช้ในการยกและพยุงเนื้อเยื่อที่หย่อน
- รูปแบบของไหมเป็นเพียงหนึ่งปัจจัย ผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับ ชนิดวัสดุ ทิศทาง ตำแหน่ง ชั้นในการวางไหม และโครงสร้างใบหน้าของแต่ละคน
ไหมร้อยหน้าแบ่งอย่างไร?
การแบ่งชนิดของไหมร้อยหน้าสามารถดูได้หลายแบบ เช่น แบ่งตาม ลักษณะของเส้นไหม หรือแบ่งตาม วัสดุที่ใช้ผลิต
ถ้าแบ่งตามลักษณะของเส้นและหน้าที่ที่ใช้กันทั่วไป จะพบ 3 กลุ่มหลัก คือ Mono, Screw/Twist และ Cog/Barbed
ส่วนวัสดุของเส้นไหมก็มีหลายชนิด เช่น PDO หรือ PLLA ซึ่งมีคุณสมบัติและระยะเวลาการสลายแตกต่างกัน จึงเป็นคนละเรื่องกับการแบ่งว่าเส้นนั้นเป็น Mono หรือ Cog
ดังนั้น เวลาเลือกไหม คุณหมอจะต้องดูทั้ง รูปแบบของเส้น + วัสดุ + ปัญหาที่ต้องการแก้ไข ร่วมกัน
ไหมโมโน (Mono Thread) คืออะไร?
ไหมโมโนเป็น ไหมเส้นเรียบ ไม่มีเงี่ยงหรือ Cog จึงไม่ได้มีโครงสร้างสำหรับจับและยกเนื้อเยื่อแบบไหมก้างปลา
โดยทั่วไปมักวางหลายเส้นในบริเวณที่ต้องการกระตุ้นการตอบสนองของเนื้อเยื่อ เพื่อช่วยเรื่องคุณภาพผิวและความกระชับในระดับหนึ่ง
ไหมโมโนจึงอาจเหมาะกับคนที่มีผิวเริ่มหลวมเล็กน้อย หรือต้องการดูแลคุณภาพผิว แต่ถ้าปัญหาหลักคือ แก้มหย่อน กระเปาะแก้ม กรอบหน้าไม่ชัด หรือเหนียง ไหมโมโนเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ตัวหลักสำหรับการยกเนื้อเยื่อ
ไหมเกลียว (Screw / Twist Thread) คืออะไร?
ไหมเกลียวคือเส้นไหมที่ถูกพันเป็นเกลียว อาจเป็นเส้นเดียวที่พันรอบเข็มหรือเป็นไหมหลายเส้นพันร่วมกัน ขึ้นอยู่กับรูปแบบของผลิตภัณฑ์
ลักษณะที่เป็นเกลียวทำให้มีปริมาตรของเส้นไหมในบริเวณนั้นมากขึ้น จึงมักใช้เพื่อกระตุ้นเนื้อเยื่อเฉพาะจุดมากกว่าใช้เป็นแรงยกหลัก
เช่นเดียวกับไหมโมโน ไหมเกลียวไม่ได้มี Cog สำหรับยึดเนื้อเยื่อ จึงไม่ใช่ตัวหลักหากเป้าหมายคือการยกกระเปาะแก้ม หรือทำให้กรอบหน้าชัดขึ้น
ไหมก้างปลา (Cog / Barbed Thread) คืออะไร?
ไหมก้างปลาเป็นไหมที่มี เงี่ยงหรือ Cog อยู่ตามแนวเส้นไหม เพื่อช่วยยึดกับเนื้อเยื่อ
เมื่อวางไหมในตำแหน่ง ชั้น และทิศทางที่เหมาะสม Cog จะช่วยพยุงและยกเนื้อเยื่อที่หย่อนขึ้นตาม Vector ที่คุณหมอออกแบบ
จึงเป็นกลุ่มไหมที่ใช้ในการยกเป็นหลัก เช่น
- Mid-face ที่เริ่มหย่อน
- กระเปาะแก้ม
- กรอบหน้าไม่ชัด
- เหนียงหรือใต้คางในบางเคส
อย่างไรก็ตาม การมี Cog ไม่ได้หมายความว่าใช้ไหมชนิดใดก็ให้ผลเหมือนกัน เพราะรูปแบบของ Cog ขนาดเส้นไหม วัสดุ และแรงยึดของแต่ละแบบแตกต่างกัน อ่านตัวอย่างการออกแบบ Cog ได้ที่ ไหมภูเขา K2 PLUS คืออะไร? จุดเด่นและเหมาะกับใคร
นอกจากนี้ ผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับ ทิศทางการหย่อน ตำแหน่ง และชั้นในการวางไหม ซึ่งคุณหมอต้องประเมินเป็นรายบุคคล
เปรียบเทียบไหมแต่ละแบบแบบเข้าใจง่าย
| ชนิดไหม | ลักษณะ | หน้าที่หลัก | เหมาะกับ |
|---|---|---|---|
| Mono | เส้นเรียบ ไม่มีเงี่ยง | กระตุ้นเนื้อเยื่อและดูแลคุณภาพผิว | ผิวเริ่มหลวมเล็กน้อย / คุณภาพผิว |
| Screw / Twist | เส้นไหมพันเป็นเกลียว | กระตุ้นเนื้อเยื่อเฉพาะจุด | บริเวณที่ต้องการเพิ่มการพยุงของเนื้อเยื่อเล็กน้อย |
| Cog / Barbed | มีเงี่ยงหรือ Cog | ยึดและยกเนื้อเยื่อ | แก้มหย่อน กระเปาะแก้ม กรอบหน้า เหนียงบางเคส |
แล้วไหม PDO คืออะไร?
PDO หรือ Polydioxanone เป็น หนึ่งในวัสดุที่ใช้ผลิตไหมละลายทางการแพทย์
เมื่ออยู่ในร่างกาย เส้นไหมจะค่อย ๆ สลายตามกระบวนการของวัสดุ และร่างกายจะมีการตอบสนองของเนื้อเยื่อรอบเส้นไหม รวมถึงการสร้างคอลลาเจนตามกระบวนการสมานตัว
สิ่งที่ควรเข้าใจคือคำว่า PDO ไม่ได้บอกว่าเส้นไหมเป็น Mono หรือ Cog เพราะ PDO เป็นชื่อของวัสดุ ส่วน Mono, Screw และ Cog เป็นการอธิบายรูปแบบของเส้นไหม
ไหมชนิดอื่นอาจผลิตจากวัสดุที่ต่างออกไป ดังนั้นคุณหมอจะพิจารณาทั้งวัสดุและรูปแบบของเส้นให้เหมาะกับแผนการรักษา
คุณหมอเลือกชนิดไหมอย่างไร?
การเลือกไหมไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า “ไหมชนิดไหนดีที่สุด” แต่เริ่มจากการประเมินว่า คนไข้มีปัญหาอะไรและต้องการให้เนื้อเยื่อเปลี่ยนอย่างไร
คุณหมอจะดูหลายอย่างร่วมกัน เช่น
- ปัญหาหลักคือความหย่อนหรือคุณภาพผิว
- ความหย่อนอยู่บริเวณ Mid-face หรือ Lower face
- มีกระเปาะแก้มหรือไม่
- กรอบหน้าและใต้คางมีความหย่อนร่วมด้วยหรือไม่
- ความหนาของผิวและปริมาณเนื้อเยื่อ
- ทิศทางการหย่อน
- ตำแหน่งและชั้นที่ควรวางไหม
จากนั้นจึงเลือกชนิดไหม จำนวนเส้น และ Vector ให้เหมาะกับแต่ละคน
จำนวนเส้นเยอะกว่า หมายความว่าดีกว่าหรือไม่?
ไม่เสมอไป
จำนวนเส้นเป็นส่วนหนึ่งของแผนการรักษา แต่ไม่ควรใช้เป็นตัวเลขเดียวในการตัดสินผลลัพธ์
ถ้าเป้าหมายคือการยก สิ่งที่ต้องดูร่วมกันคือ ชนิดไหมที่มีแรงยึดเหมาะสม ตำแหน่ง ชั้น และทิศทางของการวางไหม
การใช้ไหมมากเกินความจำเป็นอาจเพิ่มการบวมและรบกวนเนื้อเยื่อมากขึ้น โดยไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ผลลัพธ์ดีขึ้นตามจำนวนเส้น อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ร้อยไหมกี่เส้นถึงจะเห็นผล
คำถามที่พบบ่อย
ไหมโมโนช่วยยกหน้าได้ไหม?
ไหมโมโนไม่มี Cog สำหรับยึดและยกเนื้อเยื่อ จึงไม่ใช่ตัวหลักสำหรับการยกกระเปาะแก้มหรือกรอบหน้า หากต้องการแรงยก คุณหมอมักพิจารณาไหมที่มี Cog มากกว่า
ไหมเกลียวช่วยเรื่องอะไร?
ไหมเกลียวมักใช้เพื่อกระตุ้นเนื้อเยื่อเฉพาะจุด เนื่องจากรูปแบบเส้นไหมที่พันเป็นเกลียว แต่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างแรงยกแบบไหม Cog
ไหมก้างปลาเหมาะกับใคร?
เหมาะกับเคสที่ต้องการพยุงและยกเนื้อเยื่อ เช่น แก้มหย่อน กระเปาะแก้ม กรอบหน้าไม่ชัด หรือเหนียงในบางคน ทั้งนี้ต้องประเมินระดับความหย่อนและโครงสร้างใบหน้าก่อน
ต้องใช้ไหมหลายชนิดร่วมกันไหม?
ไม่จำเป็นทุกคน การเลือกว่าจะใช้ไหมชนิดเดียวหรือหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับปัญหาและเป้าหมายของแต่ละเคส
ไหมร้อยหน้าชนิดไหนดีที่สุด?
ไม่มีไหมชนิดเดียวที่ดีที่สุดสำหรับทุกปัญหา หากต้องการยกควรเลือกไหมที่มีโครงสร้างสำหรับยึดเนื้อเยื่อ ส่วนถ้าต้องการเน้นคุณภาพผิว คุณหมออาจพิจารณาไหมเส้นเรียบหรือรูปแบบอื่นตามความเหมาะสม
สรุป ไหมร้อยหน้ามีกี่แบบ?
ถ้าแบ่งตามลักษณะของเส้นและหน้าที่ที่ใช้กันทั่วไป ไหมร้อยหน้าสามารถแบ่งเป็น Mono, Screw/Twist และ Cog/Barbed
แต่ละแบบมีหน้าที่ต่างกัน ไหมโมโนและไหมเกลียวมักใช้ในด้านคุณภาพผิวและการกระตุ้นเนื้อเยื่อ ขณะที่ไหม Cog มีโครงสร้างสำหรับยึดและพยุงเนื้อเยื่อ จึงเป็นกลุ่มที่ใช้ในการยกเป็นหลัก
สิ่งสำคัญคือไม่ควรเลือกจากชื่อไหมหรือจำนวนเส้นเพียงอย่างเดียว แต่ควรประเมินร่วมกันทั้ง ปัญหาของใบหน้า รูปแบบและวัสดุของไหม ทิศทาง ตำแหน่ง และชั้นในการวางไหม เพื่อให้เหมาะกับโครงสร้างของแต่ละคน